ธีมไลน์นางกวัก ดูดวงสดทางโทรศัพท์

คนค้นฅน REPLAY : แฝดสยาม ปานตะวัน-ปานวาด (2) ช่วงที่ 4/4 (24 เม.ย.50)

   
ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2354 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 หรือประมาณเกือบ 200 ปีมาแล้ว ทารกฝาแฝดคู่หนึ่งถือกำเนิดขึ้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งทารกทั้งสองมีลักษณะสมประกอบทุกอย่าง แต่ที่หน้าอกเด็กทั้งสองมีแผ่นหนังเชื่อมติดกันเป็นแถบกว้าง หรือที่มีชื่อเสียงเป็นรู้จักกันทั่วโลกคู่แรกของโลกคือ ‘แฝดอิน-จัน’ จนได้รับการขนานนามว่า “แฝดสยาม” (Siamese Twins) ลักษณะของฝาแฝดเกิดได้ 2 กรณี คือจากไข่มารดา 2 ฟอง สเปิร์ม 2 ตัวผสมกัน จะให้แฝดหน้าตาไม่เหมือนกัน เรียกว่า “แฝดพี่น้อง” กับอีกลักษณะที่เกิดจากไข่ใบเดียว สเปิร์มตัวเดียวผสมกัน แต่เกิดจากความผิดปกติในช่วงการแบ่งตัว ทำให้แยกเป็นสอง หากแยกสมบูรณ์ก็จะให้แฝดเหมือน 2 คน ที่หน้าตาเหมือนกันทุกประการ เรียกว่า “แฝดเหมือน” แต่หากแยกไม่สมบูรณ์ก็จะได้แฝดตัวติดกัน ซึ่งในกรณีแฝดตัวติดกันจะพบได้น้อยมาก ประมาณ 1:50,000 – 1:100,000 ของการตั้งครรภ์ปกติ กรณีแฝดสยาม “ปานตะวัน-ปานวาด” ซึ่งเป็นแฝดสยามเพศหญิงคู่ล่าสุดที่คลอดในโรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันเสาร์ที่ 17 มิถุนายน 2549 เวลา 18.37 น. โดยการผ่าคลอดเมื่ออายุครรภ์ได้ 36 สัปดาห์ ทั้งคู่มีน้ำหนักแรกคลอดรวมกัน 3,570 กรัม มีลำตัวด้านหน้าติดกันตั้งแต่บริเวณทรวงอกลงมาถึงผนังหน้าท้อง จากการตรวจโดยละเอียดพบว่า มีตับติดกันเป็นบริเวณกว้างและยังมีหัวใจเชื่อมต่อกันด้วยจากความผิดปกติดังกล่าว ทีมคณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราชจึงตัดสินใจผ่าตัดแยกร่างเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2550 ในขณะที่ทารกทั้งคู่อายุได้ 8 เดือน มีน้ำหนักรวมกัน 10.9 กิโลกรัม ขบวนการผ่าตัดเริ่มตั้งแต่การดมยาสลบจนทารกทั้งคู่ออกจากห้องผ่าตัด ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 12 ชั่วโมงเศษ โดยใช้ทีมงานทั้งสิ้น 61คน เป็นวิสัญญีแพทย์ 14 คน ศัลยแพทย์หัวใจ 5 คน ศัลยแพทย์ตกแต่ง 7 คน กุมารศัลยแพทย์ 5 คน และพยาบาลห้องผ่าตัด 30 คน จึงเป็นครั้งแรกของโลกกับความสำเร็จของคณะแพทย์โรงพยาบาลศิริราช ในการผ่าตัดแยกแฝดสยามที่มีหัวใจและตับติดกัน แล้วมีชีวิตรอดทั้งคู่ และเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ ‘คนค้นฅน’ ตามเกาะติดสองชีวิตน้อยๆ จากครรภ์มารดาสู่ห้องผ่าตัด เป็นเวลากว่า 9 เดือน ที่ทีมงานตามติดใช้ชีวิตในโรงพยาบาลร่วมกับมารดาของทารกทั้งสองที่กินอยู่หลับนอนเฝ้าลูกน้อยตลอด 24 ชั่วโมงแบบไม่ให้คาดสายตาเลยทีเดียว "อ้อย" อุษา ทิเย็นใจ วัย 28 ปี มารดาของทารกแฝดสยาม ‘ปานตะวั-ปานวาด’ สาวเมืองเหนือจาก อ. ร้องกวาง จ. แพร่ ก่อนหน้านั้นเธอใช้ชีวิตแบบสาวชาวบ้านทั่วไป แต่ด้วยภาวะทางครอบครัวและความยากจนข้นแค้นทำให้เธอต้องมาหางานทำในเมืองกรุงเมืองฟ้าอมร จนได้งานทำเป็นสาวโรงงานอาหารแช่แข็งแห่งหนึ่งแถวมหาชัยในแผนกชั่งกุ้ง ที่มีรายได้แบบรายวันเพียงวันละ 184 บาท ทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ส่วนสามีที่มีอายุน้อยกว่าเธอถึง 4 ปี ถาวร วิบุญกุล หนุ่มอีสานชาวอุดรธานีผู้มีความขยันขันแข็งทำงานทุกอย่างเพื่อที่จะมีรายได้มาจุนเจือครอบครัว ปัจจุบันทำงานรับจ้างอยู่โรงงานกลึงเหล็กแผนกช่างเชื่อมละแวกใกล้เคียงกัน มีรายได้ต่อวันมากกว่าเธอนิดหน่อยคือวันละ 200 บาท รวมรายได้ของสองสามีภรรยาต่อเดือนแทบไม่ถึงหมื่นบาท ยังไม่หักค่าเช่าห้องรายเดือนอีก 1,500-2,000 บาท และรายจ่ายที่สองสามีภรรยาจะต้องดำรงชีวิตอยู่ในแต่ละวัน การต่อสู้กับภาวะจิตใจที่สองสามีภรรยาจะต้องเรียนรู้กับปัญหาที่เกิดขึ้น กับบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตกำลังเริ่มต้นขึ้น ช่วงลูกคลอดใหม่ๆ สัปดาห์แรกหมอบอกว่าต้องให้นมลูก แต่เราอุ้มลูกไม่ได้เพราะเขาต้องอยู่ในตู้อบตลอดเวลาก็ต้องบีบน้ำนมแม่ใส่ขวดทิ้งไว้ให้พยาบาลเอาไว้ป้อนลูก แม่คนอื่นนั่งเรียงกันเต็มตั้งอกตั้งใจบีบน้ำนมให้ลูกของตัวเอง แต่เราไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรทั้งนั้นไม่ยอมบีบน้ำนมให้ลูก ไปก็ไปนั่งเฉยๆ ไม่พูดไม่จากับใคร ถ้าคัดนมก็อุ้มเด็กคนอื่นที่ไม่มีญาติมากินนมเรา เป็นอย่างนี้หลายวันจนคุณพยาบาลเรียกไปคุย คุณเขาแนะนำให้บีบน้ำนมตัวเองให้ลูกกินเยอะๆ เด็กจะได้แข็งแรง เราก็คิดมากจนไม่มีแรงที่จะบีบนมให้ลูกกิน ตอนนั้นคิดว่ายังไงลูกเราก็ไม่รอดแน่นอนเพราะตัวเขาเล็กมากทั้งสองคน คิดว่าจะไม่บีบน้ำนมให้แล้วให้กินนมผสมดีกว่า พอคุณพูดให้กำลังใจเราบอกว่าคุณยังไม่มีโอกาสมีลูกเลยทั้งๆ ที่อยากมีลูกใจจะขาด แต่เราเองโชคดีมากที่มีโอกาสมีลูกแล้วลูกก็น่ารักด้วยคุณแม่น่าจะดีใจ ถึงแม้ว่าเขาเกิดมาจะมีปัญหาตัวติดกันแต่ยังไงเขาก็เป็นลูกเรา เขาเกิดมาทั้งทีเราต้องดูแลเขาให้เต็มที่ให้สมกับที่เขาเกิดมาเป็นลูกของเรา พอได้ยินคุณพูดอย่างนี้ก็เกิดมีแรงขึ้นมาบีบนมให้ลูกกินทุกๆ 3 ชั่วโมงเลย” อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นแรงขับเคลื่อนในการที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้กับภาวะจิตใจของตัวเอง ในการที่จะดูแลลูกน้อยทั้งสองให้อยู่รอดปลอดภัยก็คือ เราเหลือบไปเห็นเตียงข้างๆ เห็นเด็กบางคนอาการหนักกว่าลูกเราอีกแต่พ่อแม่เขาก็ยังดูแลลูกอย่างดี พ่อแม่บางคนที่ลูกคลอดมาแขนขาพิการยังไงเขาก็ไม่ทิ้งลูกตัวเอง คิดได้อย่างนั้นก็มีกำลังใจว่าลูกเราเป็นแค่นี้เอง ลูกเราอาจจะรอดทั้งสองคนก็ได้ ชาติที่แล้วเราคงทำบาปมาเยอะแล้วชาตินี้จะให้ทำอีกเหรอ” กำลังใจที่อ่อนแรงถดถอยก็กลับมาใหม่เข้มแข็งอีกครั้งหนึ่ง พร้อมๆ กับการดูแลเอาใจใส่ลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ความกังวลบางอย่างก็อาจจะมาทำลายความหวังของคนเราไปได้ แต่เธอก็เรียนรู้ที่จะมีความหวังและสู้มันต่อไป “หมามันยังรักลูกมันเลย แล้วหนูเป็นใครเป็นคนแท้ๆ ทำไมยังคิดฆ่าลูกในใส้ของตัวเองได้ลงคอ”

ติดตามข่าวสารทีวีบูรพาเพิ่มเติมได้ที่
http://tvburabha.com/
https://www.facebook.com/tvburabha
https://instagram.com/tvburabhabha
https://www.facebook.com/kontvbura